หายใจเข้า..ซู๊ดด หายใจออก..ฟู่วว~ มันก็ง่ายอยู่นะ แต่ถ้าจะให้นั่งกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อนำมาใช้กับการวิ่งแล้วละก็ ถือว่าค่อนข้างควบคุมลำบากมาก ๆ เลยใช่ไหมคะนักวิ่งมือใหม่? วันนี้แอดมีวิธีการหายใจที่จะทำให้เพื่อน ๆ เหนื่อยน้อยลงในขณะวิ่ง จะเป็นอย่างไรนั้น ไปอ่านกันเลย
ก่อนอื่นเลย เพื่อน ๆ ต้องรู้ก่อนว่าการหายใจนั้น มี 2 แบบ คือการหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครง (Costal หรือ Chest Breathing) และการหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อกระบังลม (Abdominal Breathing)
ซึ่งปกติแล้ว คนเราจะหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อซี่โครงเป็นหลัก คือ เวลาหายใจเข้า หน้าอกจะขยายตัว และหน้าท้องจะยุบ เวลาหายใจออก หน้าอกจะยุบ และหน้าท้องจะพองออก ทำให้เวลาวิ่งเร็ว ๆ จะทำให้จุกเสียดชายโครงได้ง่ายมาก ๆ ค่ะ
ดังนั้นเราจึงต้องฝึกหายใจด้วยกระบังลม คล้ายกับการฝึกหายใจในการร้องเพลง คือ เวลาหายใจเข้า จะใช้กล้ามเนื้อกระบังลมเคลื่อนตัวลง ทำให้ลมเข้าไปในปอด พุงก็จะป่อง และเวลาหายใจออก กล้ามเนื้อกระบังลมจะเคลื่อนตัวขึ้น พุงก็จะยุบ วิธีหายใจแบบนี้ จะทำให้เพื่อน ๆ ไม่เกิดอาการจุกเสียดที่ชายโครงนั่นเองค่าา~
ซึ่งจังหวะในการหายใจสำหรับการวิ่งที่เป้นที่นิยมจะมีอยู่ 2 จังหวะ ได้แก่ จังหวะการวิ่ง 2-2 (in 2, out 2) และจังหวะการวิ่ง 3-2 (in 2,3 out 2) ค่ะ
จังหวะการวิ่ง 2-2 (in 2, out 2) คือ การหายใจเข้า-ออกจะลงที่เท้าขวาทุกครั้ง และจังหวะแรงกระแทกที่ส่งจากช่วงล่าง จากเท้าที่กระทบพื้น สู่ช่วงลำตัวและสู่กล้ามเนื้อกระบังลม ขณะยืดหดตัวก็มาจากเท้าขวาทุกครั้ง ครั้งที่หายใจเรารับแรงจากด้านขวาอย่างเดียว
ส่วนจังหวะการวิ่ง 3-2 (in 2,3 out 2) คือ การสร้างจังหวะวิ่งแบบ 3-2 หรือช่วงจังหวะหายใจเข้าจะลงเท้า 3 ครั้ง และหายใจออก 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดีขึ้น และจังหวะ 3-2 นี้ ออกแบบมาให้ลงขาในช่วงหายใจเข้ามากที่สุดนั่นเองค่ะ
ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ? หากเพื่อน ๆ ยังเป็นนักวิ่งมือใหม่ก็ขอแนะนำให้ใส่ใจเรื่องการหายใจกันสักหน่อย ถือเป็นการจัดการลมหายใจให้สัมพันธ์กับฝีเท้าของแต่ละคน เพราะนอกจากจะวิ่งได้อย่างเป็นระบบแล้ว ยังทำให้เหนื่อยน้อยลงด้วยน้าา~


