เมืองหลวงควันและฝุ่นมากมาย พี่สูดดมเข้าไปร่างกายก็เป็นภูมิแพ้~ แอดเชื่อว่าจะมีกลุ่มคนไม่น้อยเลย ที่ไม่ท้อถอยต่อสภาพอากาศที่แสนเลวร้ายอย่างเช่นทุกวันนี้! ฝุ่น PM2.5 เขากลับมาแล้วครับท่าน! แต่แล้วไง ใครแคร์? ก็อยากวิ่ง ใจไม่ยอมแพ้ อยากจะวิ่งในทุก ๆ วัน เอาชนะฝุ่นด้วยร่างกายที่แข็งแรง
แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่าเจ้าฝุ่น PM2.5 ขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20 เท่า! สามารถสร้างความเสียหายระยะยาวแก่ร่างกายได้มากกว่าที่คิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด แต่ละโรคน่ากลัวทั้งนั้นเลย >___<
ขอยกตัวอย่างสถิติในการวิ่งมาราธอน นักวิ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งต้องใช้การหายใจเข้าปอดในปริมาณที่มากกว่าการหายใจปกติ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย โดยนักวิ่งมารอธอนจะต้องหายใจเพื่อเอาอากาศเข้าปอดมากถึง 150 ลิตรต่อนาทีเลยนะคะ
และถ้าต้องวิ่งในที่ที่มีฝุ่น PM2.5 หรือพื้นที่มลพิษทางอากาศสูง คือมี AQI ประมาณ 200 นั่นแปลว่านักวิ่งจะได้รับฝุ่น PM2.5 ในการหายใจมากถึง 13.6 ไมโครกรัมต่อนาทีเชียวนะ!
หากข้อมูลที่ว่ามาข้างต้นยังไม่สามารถฉุดรั้งเพื่อน ๆ ได้ แอดก็พอมีทางเลือกมานำเสนออยู่บ้างนะคะ เริ่มต้นอย่างรอบคอบ เพียงเช็กสภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 กันสักหน่อยว่าที่ที่เราจะไปวิ่ง มีค่าฝุ่นสูงแค่ไหน ถ้าอยู่ในเกณฑ์สีเขียวก็ปลอดภัยสำหรับการวิ่ง แต่ถ้าเริ่มขึ้นสีเหลือง ส้ม และแดงละก็.. แอดขอแนะนำให้พักก่อนเด้ออ~ เพื่อร่างกายของเพื่อน ๆ นะจ๊ะ
แอดขอแนบรายละเอียดค่า AQI ให้ทุกคนได้อ่านกันตามนี้
– ค่า AQI อยู่ที่ 0-60 ถือว่าปลอดภัยในการออกกำลังกายกลางแจ้ง
– ค่า 60-100 สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้ แต่ควรลดความถี่ลง
– ค่า 100-150 ควรออกกำลังกายในร่ม
– ค่าเกินกว่า 150 ถึงแม้ออกกำลังกายในร่ม ก็ควรต้องมีเครื่องกรองอากาศด้วยครับ
และขอแนะนำอีกหนึ่งข้อ สำหรับช่วงอากาศไม่เป็นใจเช่นนี้ แอดขอให้เพื่อน ๆ เปลี่ยนมาออกกำลังกายในยิม หรือพื้นที่ในร่มไปก่อน ก็จะปลอดภัยกว่าน้าา~
หรือจะเปลี่ยนกิจกรรมการออกกำลังกายเป็นกีฬาประเภทอื่น ๆ ก็สนุกอยู่ไม่น้อยนะ ไม่ว่าจะเป็นการตีแบด ว่ายน้ำ โยคะ สุขภาพแข็งแรงไม่ขาดตอน
เป็นยังไงกันบ้างคะ? หวังว่าบทความนี้คงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นะคะ ดูแลสุขภาพกันให้ดีนะคะ แล้วท้องฟ้าแจ่มใสวันไหน เราค่อยออกไปวิ่งกันน้าา~


